28/11/62

Dekisugi

ฟังแล้วก็นึกถึงเดคิสุงิ แล้วก็ลองคิดเล่นๆ ว่า แล้วถ้า ชิสุกะ เลือกโนบิตะ เพราะว่า อยากครอบครองโดเรม่อนล่ะ

จบกัน ชิสุกะผู้แสนดี


Heros ability

ผมว่าหลายๆ คน คงเคยคิดเล่นๆ กับตัวเอง หรือคุยเล่นกับเพื่อน ว่า ถ้าเรามีพลังวิเศษแบบฮีโร่ เราจะอยากมีคุณสมบัติอะไร หรือแบบไหน

น่าสนุกที่จะคิดว่าใครอยากมีความสามารถอะไร เคยเจอจากในหนัง น่าจะ Shazam ว่า คนที่อยากล่องหนได้ คือโรคจิต เพราะอยากแอบไปดูคนแก้ผ้า อะไรแบบนี้ หรือหลายๆ คน น่าจะอยากบินได้ เพราะมันเป็นอะไรที่พื้นฐาน เราอยากลอยได้ ขึ้นไปดูอะไรต่างๆ หรือหลีกเลี่ยงรถติดได้

ถ้าเลือกได้ 1 อย่าง


ถ้าเลือกได้แค่อย่างเดียว ผมจะเอาย้อนเวลา คือ ให้เวลาถอยกลับไป โดยที่เรามีความทรงจำเดิมอยู่

อันนี้ได้หลายอย่างเลย เพราะจะได้คุณสมบัติใกล้เคียงกับอีกหลายอย่าง เช่น เห็นอนาคต เพราะถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อวาน ก็เท่ากับเราเห็นวันพรุ่งนี้, เหมือนหยุดเวลาได้ เราก็ทำอะไรไปก่อน แล้วค่อยย้อนกลับ, รวยได้ ย้อนกลับไปซื้อหวย, ซ่อมแซมร่างกายได้ เช่น รู้ว่าเป็นมะเร็งปอด ก็ย้อนกลับไปตอนที่ยังไม่สูบบุหรี่

แต่ย้อนบ่อยๆ น่าจะเมาเวลาเอง เพราะจะหลงความรงจำ ว่าอะไรเคยเกิดขึ้น อะไรไม่เคยเกิดขึ้น แบบว่า หลงช่วงเวลาคู่ขนาน

อย่างที่สอง


ถ้าเลือกได้อย่างที่สอง จะเอาซ่อมแซมร่างกายได้ แบบประมาณ Wolverine เป็นแผลก็หายได้ เจ็บป่วยก็หายได้ อันนี้จะดีหลายอย่างเลย เพราะไม่เจ็บป่วย สามารถเป็นอมตะได้ เพราะส่วนที่ทรุดโทรมก็จะถูกซ่อมแซมอยู่เสมอ ในขณะที่ ก็สามารถตายได้ด้วย เพราะถ้าเจ็บหนักขนาดที่ไม่สามารถซ่อมได้ แบบสมองระเบิดอะไรแบบนี้ ก็ให้ตายไปเลย

อย่างที่สาม

คงไม่อยากได้อะไรแล้ว ถ้าได้สองอย่างนั้น ถ้าขอได้แถมๆ ก็คงเอาบินได้ ล่องหนได้ หรือหายตัวได้ มั้งนะ (ต้องแยกระหว่างลองหนกับหายตัวนะ ล่องหนคือมองไม่เห็น ขณะที่หายตัวคือ แวบไปที่อื่น)

สิ่งที่จะไม่ขอแน่ๆ


การเป็นอมตะ เป็นอะไรที่จะไม่ขอแน่ๆ เคยเจอเพื่อนเป็นซึมเศร้า พยายามบอกว่า เป็นอมตะน่ะดีนะ (เข้าใจว่า ต้องต่อสู้กับอาการอยากฆ่าตัวตาย) แต่อมตะน่ะ ไม่ดีหรอก ถ้าคุณคิดสั้นๆ แค่อยู่ไป ร้อยไป พันปี หมื่นปี อันนั้นโอเคอยู่ แต่ลองนึกถึง ตอนที่โลกแตกไปแล้ว ดวงอาทิตย์ร้อนจัดจนอยู่ไม่ได้ หรือดวงอาทิตย์ดับจนหนาวไปหมด แล้วคุณตายไม่ได้ ร้อนมาก หนาวมาก หรือไม่มีอากาศหายใจ ดาวระเบิดแล้วต้องล่องลอยไปเรื่อยๆ ในอวกาศ

ทำไมเราจริงจังกับเรื่องไร้สาระนี้จัง

25/11/62

TrueID TV

ได้เอากล่อง True ID มาใช้ เลยมาโน๊ตๆ ไว้สักหน่อย

อันที่จริงไอ้ True ID เนี่ย มันโคตรเป็นอะไรที่ขัดใจมาตั้งแต่ชื่อละ โดยชื่อเนี่ย อะไรที่มันเป็น xxx ตามด้วย ID เนี่ย มันควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงตัวตน มากกว่าที่จะเป็นชื่อของบริการนะ

ตัวอย่าง

  • National ID
  • Google ID
  • Apple ID
  • Facebook ID
  • blahblh ID

คือ ทั้งหมดนั้น มันจะสื่อถึงสิ่งเดียวกัน คือ Identification ยกเว้นอย่างเดียวคือ True ID ที่มันดันไม่ใช่ แล้วเวลาที่เราจะถามถึง ID ของ True ID เราจะเรียกมันว่ายังไง "ไม่ทราบ True ID ID ของคุณลูกค้า คืออะไรเหรอคะ" แบบนี้หรือเปล่า

เอาล่ะ กลับมาที่กล่อง

คือ แม่ติดดูช่อง Fox มาก ที่เป็นซีรี่ส์ฝรั่ง ซึ่งช่องนี้มันดูฟรีบนกล่อง True Digital HD ชื่อที่คนเรียกกันคือ "กล่องพี่ติ๊ก" เลยคิดไปเองว่า มันก็น่าจะดูฟรีบนกล่อง TrueID ด้วย (อันนี้ก็ผิดด้วยที่ดันคิดไปเอง) พอได้กล่องมาก็เป็นอันว่า ดูไม่ได้

วิธีแก้คือ เดี๋ยวจะไปหากล่องพี่ติ๊กมาใช้แทน ไม่รู้จะหาได้มั้ย

ส่วนกล่อง True ID ก็ไม่เป็นไร ช่างมัน กล่องติดสัญญา 1ปี จ่ายเดือนละ 50บาท ได้กลับคืนเป็น True Wallet ตามจำนวนที่จ่ายไป ดังนั้น ไม่ซีเรียส

เดี๋ยวดูซิ ว่าจะหากล่องพี่ติ๊กได้มั้ย

22/11/62

You owe me

จากที่มีปัญหาในการครองชีวิตคู่ พบว่า จริงๆ แล้ว มีหลายคู่มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่มีปัญหา และไม่น้อยเลย ที่มีปัญหาแบบที่ผมมี คือ แบบเหมือนกันเด๊ะๆ

พบว่า แต่ละคู่ที่มีปัญหาระหองระแหงกันแบบนี้ จะมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ ภริ จะมีความคิดแนวๆ ว่า "ฉันยอมมาเป็นเมียเธอแล้ว นี่ฉันก็ให้เธอเยอะมากแล้วนะ" ซึ่งพอมีความคิดตั้งต้นแบบนี้ มันจะขยับไปต่อที่ ฉันจะทำอะไรก็ได้ เพราะฉันให้เธอเยอะแล้ว (ซึ่งในมุมมองของเขามันถูกนะ เพราะเขาไม่ได้ให้คนอื่นไง ดังนั้นเขาก็ให้เราเยอะสุดจริงๆ)

แต่พอความคิดตั้งต้นเป็นแบบนั้น เขาจะรู้สึกว่า จะทำอะไรก็ได้ มันเป็นสิทธิ์ของฉัน และเธอมีหน้าที่ตอบสนองความต้องการของฉัน หรืออาจจะเป็น ฉันถูก หรือ อาจเป็น ฉันผิดก็ไม่เป็นไร ความผิดฉันเล็กน้อย เพราะที่ฉันยอม และฉันให้เธอ มันมากเกินไปแล้ว ฉันไม่จำเป้นต้องให้อะไรเธออีก มันเป็นหน้าที่ของเธอ ที่จะต้องทำให้ฉัน ต้องยอมฉัน

เจอคนที่รัก คนที่ห่วง (ไม่ดีที่จะบอกว่าใคร) ตกอยู่ในสถาณการณ์แบบนี้ ถ้าเขาไม่รีบแก้มุมมองวิธีคิด ก่อนจะสายเกินไป มันก็อาจจะแย่สำหรับเขา

วิธีแก้ก็ง่ายๆ แค่มองกลับกัน "เขายอมเป็นผัวฉันแล้ว นี่ก็เป็นโชคดีของฉันมากแล้ว" อะไรประมาณนี้

คือ ถ้าเราคิดกันแบบนี้ เราจะไม่รู้สึกว่าเป้นหน้าที่ที่อีกฝ่ายจะต้องทำอะไรให้เรา แต่มันเป็นหน้าที่ของกันและกัน ที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้กัน รับฟังกัน ยอมกัน อภัยให้กัน แล้วสิ่งต่างๆ มันจะไม่แย่มาก หรือถ้าแย่ มันจะไม่แย่อย่างรวดเร็ว หรือถ้าโชคดี มันอาจจะไม่แย่เลยก็ได้

ตัวผมเองเป็นยังไงไม่รู้ แต่ตอนนี้ห่วงคู่ที่กำลังเดินตาม

ปล. ชื่อ Title มันเหมาะที่จะตั้งแบบนี้ ดังนั้นก็ ทิ้งไว้ให้ด้วยเพลง


18/11/62

Life is a movie

มันเหมือนหนังเหมือนละครเรื่องหนึ่ง เราเป็นนักแสดง และบางครั้งก็เป็นผู้กำกับ เราเขียนบทของเรา และแสดงไปตามบท

ในหนังที่มีจำนวนผู้กำกับมากเท่านักแสดง ที่มีตัวเอกมากเท่ากับตัวประกอบ และนักแสดงสมทบ ถ่ายทำในกองถ่ายเดียวกัน

บางครั้งเราก็เป็นผู้เล่นในหนังของคนอื่น บางครั้งเราก็เป็นแค่คนดู

มันเป็นข้อดี และข้อเสีย ตรงที่ เราไม่สามารถรู้ได้เลย ว่าหนังจะเป็นยังไงต่อไป บางครั้งเราก็กำหนดเนื้อหาได้ บางครั้งเราก็กำหนดอะไรไม่ได้เลย บางตัวละครอยู่มาตั้งแต่ต้น แต่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเรื่องเลย บางตัวละครดูจะสำคัญมากๆ แต่ก็หายไปซะเฉยๆ (เหมือน Rick Grimes ใน TWD ที่เป็นพระเอก แต่หายไปเฉยๆ  , Nick Clark ใน FTWD  ที่เป็นพระเอก แต่ดันตาย) บางตัวละครโผล่มาเหมือนจะเป็นตัวสำคัญ แต่แป๊บเดียวก็หายไป (เหมือน Jesus ใน TWD ), บางตัวละครดูจะเป็นตัวไม่สำคัญ แต่ดันกลับกันซะงั้น (เหมือน Carol ใน TWD)

ก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง แต่ละคนก็มีหนังของตัวเอง บทของตัวเอง แต่เราก็กำหนดมันไม่ได้โดยสมบูรณ์หรอก เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับนักแสดงตัวอื่นๆ อีกอยู่ดี